พายุฝนโหมกระหน่ำ น้ำตาเศรษฐีร่วงหล่น: วินาทีใจสลายเมื่อพบพ่อแม่นั่งเปิบข้าวกลางสายฝนหน้าคฤหาสน์…

สู่การเปิดโปงความลับสุดรันทดที่จะบดขยี้สะใภ้ใจคออำมหิตให้พินาศชั่วกัปชั่วกัลป์!
ท้องฟ้าเหนือมหานครในยามค่ำคืนถูกย้อมด้วยสีดำทะมึน พายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงดังกึกก้องกัมปนาทราวกับสวรรค์กำลังพิโรธ ท่ามกลางม่านฝนที่หนาทึบ ขบวนรถยนต์หรูหราสีดำขลับนำโดยโรลส์-รอยซ์ แฟนทอม (Rolls-Royce Phantom) แล่นฝ่าแอ่งน้ำบนถนนมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์หลังงามตระหง่านในย่านชานเมืองอันเงียบสงบ
ภายในห้องโดยสารที่เงียบกริบและหรูหรา ‘กวินทร์’ มหาเศรษฐีหนุ่มวัยสามสิบแปดปี ประธานกรรมการบริหารเครือข่ายโทรคมนาคมระดับโลก นั่งมองหยาดฝนที่เกาะพราวบนกระจกด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เจ็ดปีเต็มที่เขาต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปบุกเบิกธุรกิจที่ซิลิคอนแวลลีย์จนประสบความสำเร็จมีทรัพย์สินมูลค่าเหยียบแสนล้านบาท เจ็ดปีที่เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยไม่ได้กลับเมืองไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเขาคือภาพถ่ายของ ‘ตาบุญ’ และ ‘ยายสมศรี’ พ่อแม่บังเกิดเกล้าชาวสวนที่ส่งเสียเขาจนเรียนจบ
กวินทร์แต่งงานกับ ‘รดา’ หญิงสาวผู้มีเบื้องหลังเป็นลูกผู้ดีตกยาก เขารักและไว้ใจเธอมาก จึงมอบหมายให้รดาเป็นคนคอยดูแลพ่อแม่ที่เมืองไทย กวินทร์ส่งเงินกลับมาให้เดือนละห้าล้านบาท สั่งให้สร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ จ้างพยาบาลและแม่บ้านมาคอยปรนนิบัติพ่อแม่ของเขาให้สุขสบายที่สุดเท่าที่เงินจะบันดาลได้ และทุกๆ เดือน รดาก็จะส่งรูปภาพพ่อแม่ที่สวมเสื้อผ้าสวยงาม นั่งยิ้มแย้มอยู่ในห้องรับแขกสุดหรูมาให้เขาดูเสมอ
วันนี้ กวินทร์เคลียร์งานทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาบินด่วนกลับมาโดยไม่ได้บอกรดาล่วงหน้า หวังเพียงจะได้เปิดประตูเข้าไปสวมกอดพ่อแม่ให้ชื่นใจ และร่วมรับประทานอาหารค่ำที่แสนอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตากัน
แต่ทว่า… เมื่อขบวนรถหรูแล่นมาจอดที่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์สีทองอร่ามของคฤหาสน์ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าผ่านม่านฝนและแสงไฟหน้ารถ กลับทำให้รอยยิ้มของมหาเศรษฐีหนุ่มชะงักค้าง โลกทั้งใบที่เคยสว่างไสวพลันดับวูบลงในเสี้ยววินาที!
ที่มุมกำแพงด้านนอกสุดของประตูรั้วคฤหาสน์ ท่ามกลางพายุฝนที่สาดซัดอย่างรุนแรง มีร่างของชายหญิงชราสองคนกำลังนั่งขดตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นคอนกรีตที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ พวกเขามีเพียงร่มคันเก่าๆ ที่คันร่มหักงอคอยบังฝนที่กระหน่ำลงมา ร่างกายผ่ายผอมสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายสีมอๆ ที่เปียกชุ่มจนแนบลู่ไปกับผิวหนังที่เหี่ยวย่น
คนทั้งสองกำลังใช้มือที่สั่นเทาหยิบข้าวเหนียวจากกระติบเก่าๆ จิ้มกับน้ำพริกในถุงพลาสติกเข้าปากอย่างยากลำบาก แต่สิ่งที่แปลกประหลาดและบีบคั้นหัวใจที่สุดคือ ในอ้อมกอดของชายชรา เขากำลังกอด ‘ปิ่นโตเถาเก่าๆ’ เอาไว้แน่นแนบอก ใช้ร่มและแผ่นหลังของตัวเองบังลมฝนอย่างสุดชีวิตเพื่อไม่ให้ความเย็นสัมผัสปิ่นโตเถานั้น
ลมหายใจของกวินทร์สะดุดกึก เขาสั่งให้คนขับรถหยุดรถทันที มือหนากระชากประตูรถเปิดออกอย่างบ้าคลั่ง พุ่งตัวฝ่าพายุฝนที่หนาวเหน็บออกไปโดยไม่สนใจบอดี้การ์ดที่วิ่งกางร่มตามมา รองเท้าหนังราคาหลักแสนเหยียบย่ำลงบนแอ่งน้ำครำ มุ่งตรงไปยังร่างของชายหญิงชราคู่นั้น
เมื่อกวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้ แสงจากฟ้าแลบสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่กร้านแดดและเต็มไปด้วยรอยแผลของชายหญิงชราอย่างชัดเจน…
“พ… พ่อ… แม่…”
เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอของมหาเศรษฐีหนุ่มแหบพร่าและสั่นสะท้าน เข่าทั้งสองข้างของกวินทร์อ่อนระทวยจนทรุดลงคุกเข่ากระแทกพื้นน้ำเจิ่งนองต่อหน้าคนทั้งสอง น้ำตาลูกผู้ชายไหลทะลักออกมาผสมกับหยาดฝนอย่างไม่อาจกลั้นได้
ตาบุญและยายสมศรีชะงักมือที่กำลังปั้นข้าวเหนียว ดวงตาที่ฝ้าฟางเพ่งมองชายหนุ่มในชุดสูทที่เปียกปอนเบื้องหน้า เมื่อตระหนักได้ว่าผู้ชายคนนี้คือใคร กระติบข้าวในมือของยายสมศรีก็ร่วงหล่นลงพื้นน้ำ
“ก… กวินทร์… กวินทร์ลูกแม่! ลูกกลับมาแล้ว!” ยายสมศรีปล่อยโฮออกมาสุดเสียง พยายามจะถลาเข้าไปหาลูกชาย แต่ร่างกายที่อ่อนแรงและหนาวสั่นทำให้เธอแทบจะล้มลุกคลุกคลาน
กวินทร์โผเข้ากอดร่างที่เย็นเฉียบของพ่อและแม่เอาไว้แน่น กอดแน่นที่สุดเท่าที่ชีวิตของลูกคนหนึ่งจะทำได้ เขาไม่รังเกียจความเปียกปอน ไม่รังเกียจกลิ่นโคลนตม ความเจ็บปวดรวดร้าวกรีดลึกลงไปในขั้วหัวใจจนแทบจะขาดใจตายอยู่ตรงนั้น
“เกิดอะไรขึ้นครับแม่! ทำไมพ่อกับแม่มานั่งตากฝนอยู่ตรงนี้! ทำไมมากินข้าวคลุกน้ำพริกอยู่หน้าบ้านตัวเอง! รดาไปไหน เงินที่ผมส่งมาให้ตั้งมากมายมันหายไปไหนหมด!” กวินทร์ตะโกนถามแข่งกับเสียงสายฝน น้ำตาไหลพรากไม่หยุด
ตาบุญกอดปิ่นโตเถาในมือไว้แน่น ริมฝีปากที่สั่นซีดของชายชราพยายามคลี่ยิ้มออกมา “ลูกอย่าไปโกรธหนูรดาเขาเลยลูก… พ่อกับแม่ผิดเอง พ่อกับแม่มันเป็นคนบ้านนอก สกปรก ทำตัวไม่สมเกียรติกับคฤหาสน์ของหนูรดาเขา พอรดาเขารับแขกผู้ดีมีตระกูล พ่อกับแม่ก็เลยขอออกมาอยู่ข้างนอกเองแหละลูก”
“โกหก! พ่อโกหกผม!” กวินทร์ตวาดทั้งน้ำตา เขามองเห็นรอยฟกช้ำตามแขนของแม่ และสภาพรองเท้าแตะที่ขาดวิ่นของพ่อ “นี่มันไม่ใช่การออกมาอยู่ข้างนอกเอง! พ่อกับแม่ถูกไล่ออกมาใช่ไหม! ตอบผมมาความจริงเถอะครับ!”
ยายสมศรีสะอื้นไห้ ลูบใบหน้าเปียกปอนของลูกชายด้วยมือที่สั่นเทา “กวินทร์… ฟังแม่นะลูก… หนูรดาเขาบอกแม่ว่า ธุรกิจของลูกกำลังวิกฤต ถ้าลูกมีข่าวเสื่อมเสียว่ามีพ่อแม่เป็นชาวนาจนๆ สกปรกๆ นักลงทุนเขาจะถอนหุ้น ลูกจะล้มละลาย… รดาเขาบอกว่าวันนี้ลูกจะกลับมา เขาจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูก มีแต่นักธุรกิจใหญ่โตอยู่ข้างใน…”
คำพูดของแม่เปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลงบนวิญญาณของกวินทร์ รดากล้าใช้ข้ออ้างเรื่องธุรกิจของเขามาหลอกลวงพ่อแม่ที่ซื่อสัตย์!
“รดาเขาขู่ว่า ถ้าพ่อกับแม่ก้าวเท้าเข้าไปในคฤหาสน์แม้แต่ก้าวเดียว เขาจะฟ้องหย่าและยึดทรัพย์สินของลูกไปให้หมด ลูกจะหมดตัว…” ยายสมศรีพูดไปร้องไห้ไป “แม่กลัว… แม่กลัวว่าลูกจะล้มละลาย พ่อกับแม่เลยยอมออกมาอยู่ท้ายสวนมาตั้งหลายปีแล้วลูกเอ๊ย…”
“แล้วทำไมวันนี้… ทำไมพายุเข้าขนาดนี้ พ่อกับแม่ถึงมานั่งอยู่หน้าประตูรั้วล่ะครับ! ทำไมไม่หลบฝน!” กวินทร์กรามปูดโปน ความโกรธแค้นและเจ็บปวดผสมปนเปกันจนอกแทบระเบิด
ตาบุญก้มหน้าลง น้ำตาของพ่อหยดลงบนปิ่นโตเถาในอ้อมกอด ชายชราค่อยๆ คลายอ้อมแขนออก เผยให้เห็นปิ่นโตเถาสังกะสีเก่าๆ ที่ถูกปกป้องไว้อย่างดีที่สุด ไม่ให้โดนฝนแม้แต่หยดเดียว
“พ่อกับแม่รู้ว่าวันนี้ลูกจะกลับมา… พ่อจำได้ว่าลูกชอบกิน ‘ต้มยำปลาช่อน’ ฝีมือแม่ที่สุด… พ่อกับแม่รวบรวมเศษเงินที่เก็บของเก่าขาย ไปซื้อปลาช่อนมาต้มให้ลูก… แต่รดาเขาไม่ให้พวกเราเข้าไปในบ้าน… พ่อกับแม่ก็เลยมานั่งรอที่หน้าประตูรั้ว…”
ชายชราใช้มือที่สั่นงันงก ลูบปิ่นโตเถานั้นอย่างทะนุถนอม “พ่อกับแม่ตั้งใจว่า… ขอแค่ได้เห็นหน้ารถของลูกแล่นผ่าน ขอแค่ได้ฝากยามเอาปิ่นโตนี้ไปให้ลูกกินตอนร้อนๆ… แล้วพ่อกับแม่ก็จะรีบเดินหนีไปหลบที่อื่น จะไม่ให้เพื่อนๆ ของลูกเห็นพวกเราให้ลูกต้องอับอายเลย… แต่ฝนมันตกหนัก พ่อเดินเอาไปฝากยามไม่ไหว พ่อเลยต้องนั่งกอดมันไว้ กลัวน้ำฝนมันจะกระเด็นลงไปทำให้แกงของลูกจืด…”
เหตุผลอันแสนบริสุทธิ์และเสียสละของคนเป็นพ่อแม่ ฟาดเปรี้ยงลงกลางหัวใจของมหาเศรษฐีหมื่นล้านจนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี!
กวินทร์ร้องไห้โฮออกมาสุดเสียงราวกับสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ เขาโอบกอดพ่อแม่และปิ่นโตเถานั้นไว้แนบอก ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว… พ่อแม่ยอมทนนั่งตากฝน ยอมทนหิวข้าวคลุกน้ำพริก เพียงเพื่อปกป้อง ‘หน้าตาและอนาคต’ ของลูกชาย และเพื่อรักษา ‘ต้มยำปลาช่อน’ หม้อเล็กๆ นี้ให้คงความอบอุ่นไว้เพื่อเขา!
ในขณะที่เขาส่งเงินมาให้ผู้หญิงใจอำมหิตผลาญเดือนละหลายล้าน ผู้หญิงคนนั้นกลับหลอกลวง ถ่ายรูปจัดฉาก และกดขี่พ่อแม่ของเขาให้มีสภาพไม่ต่างจากขอทานข้างถนน!
“ผมขอโทษครับ… ผมมันเป็นลูกที่แย่ที่สุด พ่อกับแม่ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วนะครับ ผมรวยแล้ว ผมไม่ได้ล้มละลาย! บริษัทของผมใหญ่โตเกินกว่าที่นังผู้หญิงแพศยานั่นจะทำลายได้!”
กวินทร์ค่อยๆ ประคองพ่อกับแม่ให้ลุกขึ้น เขาสั่งบอดี้การ์ดให้นำร่มมาบังฝน และพาท่านทั้งสองเข้าไปนั่งในรถโรลส์-รอยซ์ที่อบอุ่นที่สุด สั่งให้เปิดฮีตเตอร์และนำผ้าห่มแคชเมียร์มาคลุมร่างของพวกท่านอย่างทะนุถนอม
เมื่อจัดการให้พ่อแม่อยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว กวินทร์ก็หันขวับไปมองยังคฤหาสน์ที่สว่างไสว แววตาของมหาเศรษฐีหนุ่มที่เคยอบอุ่น บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม เยือกเย็น และอำมหิตที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมี!
“พังประตูรั้วเข้าไป!!” กวินทร์ตะโกนสั่งการด้วยเสียงก้องกัมปนาท
รถเอสยูวีกันกระสุนของบอดี้การ์ดพุ่งชนประตูรั้วอัลลอยด์จนพังครืนลงมาอย่างไม่ไยดี! ขบวนรถบุกเข้าไปจอดถึงหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ กวินทร์ในสภาพที่สูทเปียกปอนก้าวลงจากรถพร้อมกับกองกำลังบอดี้การ์ดชุดดำนับสิบคน เขาถีบประตูไม้สักบานใหญ่ของคฤหาสน์จนเปิดออกกว้าง!
ภายในห้องโถงใหญ่ เสียงดนตรีคลาสสิกกำลังบรรเลง แขกเหรื่อไฮโซในชุดราตรีหรูหรากำลังยืนถือแก้วแชมเปญพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน รดาในชุดเดรสสีแดงเพลิงประดับเพชรระยิบระยับ กำลังยืนหัวเราะร่วนอยู่กลางวงล้อมของบรรดาคุณหญิงคุณนาย
เมื่อประตูถูกพังเข้ามา ทุกสายตาหันขวับไปมองด้วยความตื่นตระหนก เสียงดนตรีหยุดชะงัก รดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพของสามีที่โผล่มาโดยไม่บอกกล่าว
“ก… กวินทร์! คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ทำไมสภาพเปียกแบบนี้ล่ะคะ!” รดารีบวางแก้วแชมเปญ ปั้นหน้ายิ้มหวานและก้าวเดินเข้าไปหาหวังจะสวมกอด
“อย่าเอามือสกปรกของเธอมาแตะตัวฉัน!!”
กวินทร์ตวาดลั่นจนเสียงสะท้อนก้องคฤหาสน์ รดาชะงักงัน หน้าซีดเผือด แขกเหรื่อในงานเริ่มถอยกรูดออกห่าง
“กวินทร์… คุณเป็นอะไรคะ รดาทำอะไรผิด…” เธอยังคงพยายามตีหน้าซื่อ
กวินทร์ก้าวสามขุมเข้าไปหารดา ดวงตาของเขาแดงก่ำ “เธอหลอกฉันมาตลอดเจ็ดปี! เธอเอาเงินของฉันไปเสวยสุข ซื้อเครื่องเพชร ซื้อสังคมจอมปลอม แล้วไล่พ่อแม่ของฉันไปอยู่ในสลัมท้ายสวน! เธอข่มขู่พวกท่าน หลอกพวกท่านว่าฉันจะล้มละลาย บังคับให้พวกท่านต้องไปนั่งตากฝนกินข้าวคลุกเกลืออยู่หน้าประตูบ้าน!”
“ม… ไม่ใช่นะคะ! รดาเปล่าทำ! พ่อแม่คุณนั่นแหละที่อยากออกไปอยู่เอง พวกท่านสกปรก ทำคฤหาสน์รดาสกปรกหมด รดาแค่…”
เพียะ!!!
ฝ่ามือหนาของกวินทร์ฟาดลงบนใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างดีของรดาจนเธอเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น เลือดกลบปาก แขกเหรื่อในงานหวีดร้องด้วยความตกใจ
“นี่สำหรับที่เธอให้พ่อแม่ฉันต้องนั่งตากฝน!” กวินทร์ตะคอกเสียงกร้าว
“ทนายสมภพ!” กวินทร์เรียกทนายความส่วนตัวที่เดินตามเข้ามา ทนายความกางแฟ้มเอกสารออกทันที
“นางรดา… ผมได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและกล้องวงจรปิดรอบคฤหาสน์หมดแล้ว คุณมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินกว่าสี่ร้อยล้านบาท ปลอมแปลงเอกสาร และทารุณกรรมผู้สูงอายุ! โฉนดคฤหาสน์หลังนี้ยังคงเป็นชื่อของคุณกวินทร์แต่เพียงผู้เดียว บัดนี้ คุณกวินทร์ขอประกาศฟ้องหย่า และจะอายัดทรัพย์สินทั้งหมดที่คุณสวมใส่อยู่ แม้แต่เพชรบนคอของคุณก็ต้องถอดคืนมาเดี๋ยวนี้!”
รดาเบิกตากว้าง ส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง “ไม่! ฉันไม่หย่า! แกเป็นผัวฉัน แกต้องแบ่งสินสมรสให้ฉันครึ่งหนึ่ง!”
“สินสมรสอะไรของเธอ!” กวินทร์แค่นยิ้มเย็นเยียบ “บริษัทของฉันจดทะเบียนในนามของกองทุนต่างประเทศ ทรัพย์สินทุกอย่างก่อนแต่งงานฉันทำสัญญาป้องกันไว้หมดแล้ว เธอจะไม่ได้อะไรจากฉันเลยแม้แต่บาทเดียว! บอดี้การ์ด! ถอดเครื่องเพชร ถอดเสื้อคลุมแบรนด์เนมของมันออกให้หมด! แล้วโยนมันออกไปนอกรั้ว ให้มันเดินตากพายุฝนตัวเปล่าเหมือนที่มันทำกับพ่อแม่ของฉัน!”
“ไม่!! ปล่อยฉันนะ! กรี๊ดดดดดด!”
รดาดิ้นรนกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าสมเพชขณะที่ถูกบอดี้การ์ดปลดทรัพย์สินและลากตัวออกไปต่อหน้าแขกไฮโซที่เคยมาร่วมงาน ซึ่งบัดนี้ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตาหรือยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกเขารีบขอตัวกลับและหนีออกจากคฤหาสน์ราวกับผึ้งแตกรัง รดาถูกเหวี่ยงออกไปนอกประตูรั้ว ร่างของเธอคลุกเคล้ากับโคลนตม พายุฝนที่หนาวเหน็บกระหน่ำลงมาซ้ำเติมให้เธอได้ลิ้มรสความทรมานที่แท้จริง ชีวิตคุณนายไฮโซพังพินาศลงในชั่วข้ามคืน และรอคอยเพียงการไปชดใช้กรรมในคุกเท่านั้น
เมื่อกวาดล้างความชั่วร้ายออกไปจากบ้าน กวินทร์เดินกลับไปที่รถโรลส์-รอยซ์ เขาประคองตาบุญและยายสมศรีที่กำลังอึ้งกับเหตุการณ์ ให้ก้าวเข้ามาในคฤหาสน์ที่สว่างไสวและอบอุ่น
มหาเศรษฐีหนุ่มสั่งให้แม่บ้านเปิดน้ำอุ่นให้พ่อแม่อาบ นำชุดผ้าไหมที่ดีที่สุดมาให้ท่านสวมใส่ จากนั้นกวินทร์ก็นำ ‘ปิ่นโตเถาเก่าๆ’ ใบนั้นมาวางบนโต๊ะอาหารหินอ่อนที่หรูหราที่สุดในบ้าน
เขาเปิดฝาปิ่นโตออก ควันจางๆ และกลิ่นหอมของ ‘ต้มยำปลาช่อน’ ที่พ่อแม่แลกมาด้วยความยากลำบาก ลอยแตะจมูก กวินทร์ตักต้มยำปลาช่อนใส่ชาม ชิมรสชาติที่คุ้นเคย มันยังคงอบอุ่นและอร่อยที่สุดในโลก… อร่อยยิ่งกว่าอาหารหรูหราราคาแพงในภัตตาคารที่เขาเคยกินมาทั้งชีวิต
กวินทร์ทรุดตัวลงคุกเข่า ก้มลงล้างเท้าให้พ่อและแม่ด้วยน้ำอุ่น ซับน้ำตาแห่งความตื้นตันใจของตัวเอง
“พ่อครับ แม่ครับ… ต่อจากนี้ไป บ้านหลังนี้คือบ้านของพ่อกับแม่ ธุรกิจหมื่นล้านของผมก็คือของพ่อกับแม่… ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกพ่อกับแม่อีกแล้ว ผมจะอยู่กินต้มยำปลาช่อนของแม่ตลอดไปครับ”
สามคนพ่อแม่ลูกสวมกอดกันร้องไห้ด้วยความสุขที่แท้จริง พายุฝนภายนอกอาจจะยังคงโหมกระหน่ำ แต่พายุในหัวใจได้สงบลงแล้ว ความกตัญญูและความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อแม่ ได้เอาชนะความชั่วร้ายทั้งหมด และมอบบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับมหาเศรษฐีคนนี้ว่า… ทรัพย์สมบัติหมื่นล้าน ก็มิอาจเทียบเท่ากับความอบอุ่นของครอบครัว และข้าวของพ่อแม่เพียงหนึ่งมื้อตราบชั่วนิรันดร์.



